กมธ. วิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร สภาผู้แทนราษฎร สนับสนุนการตั้งสถานบันเทิงแบบครบวงจร โดยระบุในรายงานถึงสถานที่ก่อสร้างที่จะเสนอต่อสภาฯ ได้แก่ 3 พื้นที่ดังนี้
- กรุงเทพมหานครและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ในรัศมีไม่เกิน 100 กิโลเมตร จากสนามบินดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา
- จังหวัดท่องเที่ยวหลัก 22 จังหวัด
- จังหวัดชายแดนที่มีพื้นที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งจะมีการพิจารณาสร้างในพื้นที่ภาคใต้ เช่น ภูเก็ต พังงา กระบี่ ภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น อุดรธานี ขอนแก่น อุบลราชธานี หนองคาย
ภายในสถานบันเทิงแบบครบวงจร จะไม่เพียงแต่มีการจัดตั้งกาสิโนถูกกฎหมาย แต่ยังจะเป็นศูนย์รวมความบันเทิงหลากหลายรูปแบบ โดยรองประธาน กมธ. วิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร ได้ยกตัวอย่างว่า “ต้องใหญ่กว่าศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิตต์” และรายละเอียดเชิงลึกจะต้องนำมาหารือกันต่อไป
นอกจากนี้ กมธ. ยังได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชน โดยวิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา พบว่า 80.67% ของประชาชนสนับสนุนการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจรในประเทศไทย และ 36.38% สนับสนุนให้มีกาสิโนถูกกฎหมาย ขณะที่ 56.13% มองว่า กรุงเทพมหานครและจังหวัดอีอีซีเป็นพื้นที่เหมาะสมที่สุดในการสร้างสถานบันเทิงครบวงจร
ส่วนเงื่อนไขการเข้าใช้บริการกาสิโนถูกกฎหมายนั้น จะเปิดให้บริการทั้งชาวต่างประเทศและคนไทย โดยคนไทยต้องแสดงบัตรประจำตัวประชาชน มีอายุ 21 ปีขึ้นไป และต้องแสดงสถานะการเงินย้อนหลัง 6 เดือน รวมถึงมีเงินหมุนเวียนในบัญชีไม่ต่ำกว่า 5 แสนบาท และต้องเสียค่าธรรมเนียมการเข้าไปใช้บริการ
ญี่ปุ่นเตรียมเปิดกาสิโนแห่งแรก ปี 2572
เมื่อวันที่ 14 เมษายน ทางการญี่ปุ่นได้อนุมัติแผนการสร้างกาสิโนแห่งแรกของประเทศ โดยจะสร้างเป็นรีสอร์ทพนันแบบ Entertainment Complex โดยมีเป้าหมายเปิดในเมืองโอซากะในปี 2572 กาสิโนถือเป็นสิ่งผิดกฎหมายในญี่ปุ่นมานาน แต่ในปี 2561 รัฐสภาญี่ปุ่นได้ผ่านกฎหมายให้เกมการพนันบางประเภท เช่น โป๊กเกอร์และบาคาร่า เป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและสร้างงาน แม้ว่าความเห็นของประชาชนจะแบ่งเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มที่เห็นด้วย และกลุ่มที่กังวลว่า การผ่านกฎหมายนี้จะทำให้เกิดอาชญากรรมเพิ่มขึ้นและปัญหาการเสพติดการพนัน
นอกจากกาสิโนแล้ว พื้นที่รีสอร์ทคอมเพล็กซ์แห่งนี้ยังจะประกอบไปด้วยโรงแรม ศูนย์การประชุม ห้างสรรพสินค้า และพิพิธภัณฑ์ นายกรัฐมนตรี ฟูมิโอะ คิชิดะ กล่าวไว้ว่า “เราหวังว่า (กาสิโน) จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว เพื่อส่งเสริมเสน่ห์ของญี่ปุ่นไปสู่ทั่วโลก”
เม็ดเงินลงทุนสำหรับโครงการนี้ในระยะแรกอยู่ที่ 460,000 ล้านบาท โดยมีบริษัทผู้ให้บริการกาสิโนอย่าง เอ็มจีเอ็ม จากสหรัฐอเมริกา เข้าร่วมลงทุนกับบริษัท โอริกซ์ กรุ๊ป ของญี่ปุ่น ที่จะถือหุ้นกันบริษัทละ 40% ส่วนที่เหลืออีก 20% จะมีบริษัทท้องถิ่นในญี่ปุ่น เช่น เวสต์ เจแปน เรล คันไซ อิเล็กทริก เพาเวอร์ และพานาโซนิก แบ่งกันถือหุ้นในสัดส่วนที่ต่างกัน
ทางการคาดว่า รีสอร์ทพนันแห่งนี้จะดึงดูดผู้เข้ามาพักผ่อนและเล่นพนันได้ถึง 20 ล้านคนต่อปี ซึ่งจะนำรายได้เข้าสู่เศรษฐกิจของภูมิภาคได้ปีละเกือบ 2.6 แสนล้านบาท หรือ 1 ล้านล้านเยน แม้ว่ามีการเสนอโครงการสร้างรีสอร์ทพนันแห่งนี้มาเป็นเวลาหลายปี แต่ทางการญี่ปุ่นได้ชะลอการอนุมัติออกไปเนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19